2005/Dec/22

ง่ะT_T~~~

หายไปหมดเลยยยย หายไปในอากาศ

คราวที่แล้วใช้เวลาอัพตั้ง5ชั่วโมง แง๊

แต่ช่างเถอะ อัพใหม่ก็ได้ ตอนนี้มาแจ้งข่าวหนังสือก่อน

เรื่อง : รักนี้เปรี้ยวบาดจิต หวานบาดใจ ( Lemon & Sugar)


ราคา : 195.00 ฿

หนา : 344 หน้า

สำนักพิมพ์ : z girl (เครือสถาพรบุ๊ค)


ชื่อผู้แต่ง : Parawhite


รายละเอียด :

เลมอน สาวสวยที่มีความเชื่อมั่นสูงและมักเอาแต่ใจ กำลังประสบปัญหาเรื่องการดูตัวที่แม่เป็นคนจัดให้ และเธอมักจะล้มงานดูตัวทุกครั้ง เช่นเดียวกับน้ำตาล หนุ่มหล่อที่แสนจะเย็นชา กำลังถูกหม่อมย่าจับหมั้นกับอิงนภา หญิงสาวที่ชายหนุ่มไม่เคยรัก ...การหนีจึงเป็นหนทางเดียวของพวกเขา


กรุงปารีส คือสถานที่ที่คนทั้งคู่หนีมาเพื่อศึกษาต่อปริญญาโท และทั้งคู่กลายมาเป็นรูมเมตร่วมห้องกันด้วยความบังเอิญ เรื่องราวความรักและปัญหาต่าง ๆ จึงเกิดขึ้น ความรักที่เริ่มถักทอยังไม่ทันก่อเป็นรูปร่าง ทั้งคู่ต่างก็ต้องกลับมาเมืองไทยด้วยเหตุผลจำเป็นโดยไม่มีโอกาสร่ำลา และนี่อาจเป็นการจากลากันทั้งเป็น


รักของทั้งคู่จะสมหวังหรือพลัดพราก....กรุงปารีสจะเป็นดินแดนแห่งความรักของหนุ่มสาวทั้งคู่หรือไม่...บางทีอาจเป็นเรื่องของโชคชะตาฟ้าลิขิต





คริคริ ใครที่ดูภาพปกแล้ว

เห็นด้วยกะวาวบ้างว่าสีมันสดมาก ฮ่าๆๆ

แต่ตรงอิมเมจนะ

เลมอนเปรี้ยวได้ใจ น้ำตาลนี่ดูเจ้าชู้หวานๆ(โฮะๆๆ)

ยังไงก็ฝากหนังสือนี้ไว้ให้พิจารณากันด้วยนะคะ^^


2005/Sep/27

สวัสดีค่ะ มาอัพเพราะกลัวว่าบล็อกจะเน่า

เพราะดองเค็มจนได้ที่เต็มทน

ง่ะใครบอกกันนะ ขอแก้ตัวค่ะ

ว่าไม่จริ๊ง ไม่จริง วาวก็แค่ปล่อยให้ฝุ่นจับ

ใยแมงมุมขึ้นเท่านั้น-__-!(ต่างกันตรงไหน)

เอาน่าทุกท่านยังไงวันนี้วาวก็มาอัพให้แล้ว

ถึงแม้จะช้าจนชาจืดก็ตามทีเถอะ

ขอบอกเลยว่านี่ใช้เวลาช่วงสอบมาอัพให้ทุกคน

ได้อ่านกันเลยนะคะเนี่ย(คือจริงๆแล้วกำลังจะหลับ

คาหนังสือ เลยต้องหาอะไรทำแก้เซ็ง)

ก่อนที่จะเข้าเรื่องฝรั่งเศส เข้ารูปสวยๆ

ต้องถามนิดนึง เป็นไงคะโฉมใหม่ของบล็อก

ชมพูงามดีมะ โฮะๆ ตอนแรกจะเอาสีเขียว

แต่ไปเจอบีจีสีชมพูมันโดนใจกว่าเลยทำออกมา

สีหวานด้วยประการฉะนี้แล

แล้วก็ขอแจ้งเรื่องนิยายล่าสุดของวาวด้วยละกัน

[--] Ice heart ละลายใจให้รักกัน [--]

http://www.dek-d.com/entertain/view.php?id=80390&from_entertain=1

ไม่รู้ว่าจะถูกใจกันเหมือนเรื่องอื่นๆไหม

แต่รับรองได้ว่าโหด มันส์ ฮา น้ำตาเล็ด

ไม่แพ้เรื่องก่อนๆแน่นอน(พูดหยั่งกับเป็สโลแกน-_-!)

เอาล่ะพล่ามมาเยอะเข้าเรื่องกันได้เลย

วันนี้เราภูมิใจนำเสนอ...

หอไอเฟล(La Tour Eiffel)

หอไอเฟลได้รับการออกแบบและก่อสร้างในปี ค.ศ.1839

โดยเป็นผลงานชิ้นเอก

ในการฉลองปฏิวัติฝรั่งเศสอันนองเลือดเมื่อ 100 ปีก่อน

สำหรับผู้ออกแบบหอไอเฟลคือ

กุสตาฟ ไอ-เฟล (Gustave Eiffel)

ซึ่งเป็นทั้งสถาปนิกและวิศวกรชั้นนำของโลกคนหนึ่ง

ผลงานอีกชิ้นของเขาที่โด่งดังไม่แพ้กันก็คือ

เทพีเสรีภาพที่ยืนอยู่เหนือน่านน้ำของนิวยอร์ก

ประเทศสหรัฐอเมริกา

โดยในการก่อสร้างหอไอเฟลนั้น

ทีมงานวิศวกร 50 คนต้องช่วยกัน

ร่างแบบจำนวน 5,300 แผ่น

สำหรับให้คนงาน 132 คนใช้ในพื้นที่ก่อสร้าง

และต้องใช้เวลา 4 เดือนในการทำฐานราก

รวมเวลาก่อสร้าง2ปีจึงแล้วเสร็จ

สำหรับขาของหอคอย

เสา 2 ต้นถูกติดตั้งบนฐานคอนกรีตหนา 6 ฟุตครึ่ง

และเพราะมีขา 2 ข้างที่ใกล้กับแม่น้ำแซนมาก

จึงต้องใช้เขื่อนโลหะกันน้ำ ป้องกันในขณะที่

ทำการเทคอนกรีตบนพื้นที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำ

หอไอเฟลนั้นมีความสูงถึง320เมตร

เป็นโครงสร้างโลหะทั้งหมดน้ำหนักกว่า 7,000 ตัน

ใช้ชิ้นส่วนโลหะทั้งหมด 18,000 ชิ้น

หมุดยึดอีก 2 ล้าน 5 แสน ตัว

ไม่น่าเชื่อว่าทั้งหมดนี้ใช้เพียงเหล็กท่อนแบน

และแผ่นเหล็กในการประกอบ

น่าแปลกที่ในตอนแรกหอไอเฟล

ไม่เป็นที่พิสมัยของชาวปารีสเท่าใดนัก

หลายคนก็กลัวว่าหอคอยจะทำลายทัศนียภาพของกรุงปารีส

กลุ่มศิลปินกล่าวโจมตีว่าเป็นการเอาเปรียบของยุคอุตสาหกรรม

บางคนถึงกับว่ามันเป็นความอัปยศของฝรั่งเศสไปเลยก็มี...

แต่ในท้ายที่สุดหอไอเฟลกลับกลายเป็นที่นิยมชมชอบและยืนหยัด

เคียงคู่ฟ้าของกรุงปารีสมาจนถึงปัจจุบัน

ความงามยามค่ำคืน

มองจากข้างบนหอคอย

(ด้านล่าง)

(ด้านparc du champ de mars)

(ด้านแม่น้ำเซน)

ร้านอาหารLe Jules Verneซึ่งอยู่บนหอไอเฟล

(ร้านนี้แลคือฉากที่เลมอนกะน้ำตาลไปนั่งทานอาหารด้วยกัน)

แนะนำหอคอยสูงๆไปแล้วก็ต่อด้วยที่สูงเช่นกัน

แต่ไม่ใช่เสาหรือหอคอยที่ไหน

ทว่าเป็นส่วนที่สูงสุดของเมืองปารีสต่างหาก

ย่านมงมาร์ตMontmartreจ้า

ลา บาซิลิก ดู ซาเกร เกอร์

(La Basilique du Sacre-Coeur)

โบสถ์หินอ่อนสีขาวในสไตล์ศิลปะแบบไบเซนไทน์

สร้างขึ้นในปีค.ศ.1876

ตั้งอยู่บนเนินสูงของย่านมงมาร์ต

ตัวโบสถ์ทำจากหินอ่อนทั้งหมด

อีกมุมหนึ่งก็สวยไม่แพ้กัน

ปลาส ดู แตรตร์ (Place du tertre)

ลานหินที่อยู่ทางขวาของย่านมงมาร์ต

เต็มไปด้วยผู้คนมากมายที่เข้ามาชมงานศิลปะ

ซึ่งจิตรกรนำมาตั้งวางเรียงรายบนทางเท้า

ล้อมด้วยอาคารบ้านเรือนแบบดั้งเดิม

ที่มีทั้งร้านอาหารและร้านกาแฟ

ตลอดจนร้านขายของที่ระลึกอยู่เต็มไปหมด

งานศิลปะจากจิตรกรริมทาง

ที่ฝีมือไม่ได้ริมทางไปด้วย

ที่สำคัญภายในPlace du tertreยังมีบ้านหลังที่

วินเซนต์ แวน โกะห์ (Vincent Van Gogh)

ศิลปินชาวดัชต์ชื่อดังในยุคอิมเพรสชั่น

เคยมาอาศัยออยู่ด้วย...

บ้านเลขที่54 ถนนRue Lepic

อดีตบ้านที่แวนโกะห์เคยมาอาศัยอยู่

เมื่อปี1886-1888

เป็นไงบ้างคะวันนี้ รูปสวยเยอะใช่ม้า

แบบว่าชดเชยที่ไม่ได้เอาลงนาน

ตอนหน้าวาวจะเอามหาวิหารโนตร-ดาม

กับปราสาทเชอนงโซมาให้ทุกท่านได้ทัศนากัน

รวมถึงเกร็ดเล็กน้อยจากเรื่องเลมอน

และก็คงเป็นภาพประเทศฝรั่งเศส

ในเรื่องเลมอนชุดสุดท้ายด้วย...

แต่ว่า...นอกเหนือจากในเนื้อเรื่องแล้ว

ฝรั่งเศสยังมีสถานที่สวยๆอีกมาก

ที่รับรองว่าได้เห็นแล้วจะต้องทึ่ง รวมไปถึงภาพ

สวยๆจากประเทศแถบยุโรปที่วาวภูมิใจนำเสนอ

(อนาคตบล็อกนี้คงกลายเป็นนำเที่ยวยุโรปไปแหงๆ)

ยังไงถ้าใครนิยมชมชอบสถานที่สวยๆจากประเทศ

ฝรั่งเศส อิตาลี สวิสเซอร์แลนด์ เยอรมัน ฯลฯ

ก็อย่าลืมติดตามกันนะคะ

และวันนี้วาวขอเลือกเพลง

Everything - SS501

เป็นเพลงฟังสบายๆที่ชอบมากอีกเพลงนึงเลยล่ะค่ะ




2005/Aug/29

มาอัพเพราะไฟที่รุมเร้าในดวงจิตด้วยความอิจฉา

ขอโทษที่วันนี้ไม่มีรูปฝรั่งเศสมานะคะ

มันเป็นการระบายอารมณ์ของวาวล้วนๆ

เพราะอะไรน่ะเหรอ...

ก็เพราะคนคนนี้ไง

โอยอยาก

กรี๊ด!!!!!!

เพราะคนๆนี้มาเมืองไทย>0<

แม่นแล้ว ดงวอนที่รักมาเมืองไทย!!!

และมีหญิงสาวผู้โชคดี(ที่ไม่ใช่วาว)

ได้ถ่ายรูปกับดงวอนด้วย

.......

...

อ๊ากกกกกก

ใครมีไทม์ แมชชีนไหม

ขอย้อนไปวันที่17หน่อย...

ถ้าวันนั้นวาวไปสยามตามคำชวนของเพื่อน

ไม่กลับบ้านก่อน ก็อาจได้เจอดงวอนโฮT0T

สยาม!!!

สยาม!!!

สยาม!!!

มันห่างไปแค่ไม่กี่สถานีรถไฟฟ้า เองนะ

ทำม๊าย ทำไมวันนั้นถึงไม่นึกไปวาวเอ๊ย

น่าแค้นใจตัวเอง ฮือ...อยากเจอดงวอน

แง๊ๆๆๆๆๆ

และนี่คือหญิงสาวผู้โชคดีกับดงวอน

ถ่ายที่หน้าร้านเกี๊ยวกุ้ง

(วาวก็ไปกินออกบ่อยทำไมไม่เจอดงวอนบ้างอ่ะTT)

http://www.jamsai.com/webboard/show.asp?id=7901

.........

.....

อิจฉา ตาร้อนผ่าว อ๊ากกกกกก!!!

ไม่ไหวแล้วต้องเอาน้ำมาดับก่อนที่ไฟจะลามเผาบ้าน...

ปล่อยไปละกัน ถ้ามาคราวหน้า

จะไม่ยอมพลาดเลยเอ้า!!!

จบเรื่องดงวอนมาต่อที่เรื่องความงาม

ฮึ่ม! ใครมาหาว่าวาวพูดเรื่องแบบนี้ไม่เป็น

ไม่จริงๆ ผู้หญิงก็ต้องรักสวยรักงามบ้างเป็นธรรมดา

ถึงแม้วาวจะปล่อยๆมันไปบ้างก็ตามทีเหอะ

วันนี้แวะเดอะมอลล์บางกะปิ

เลยเข้าร้านthefaceshopเสียหน่อย

ลองดู...

พอดีว่าเห็นตั้งแต่เค้าเปิดร้านวันแรก

แต่ก็ได้แค่เมียงๆมองๆวันนี้เลยลองเข้าไป

ละลายทรัพย์เหอๆ^^!

ร้านนี้เป็นเครื่องสำอางแนวธรรมชาติจากเกาหลี

แน่ะ! แอบมีเสียงบ่นลอยมาตามลมอีกแล้ว

"ยัยวาวเอะอะ อะไรๆก็เกาหลี"

ช้าก่อนท่านทั้งหลาย

เนื่องด้วยเรื่องเครื่องสะอางค์โฉมเนี่ย

ก็ต้องยกให้พี่กิมจิเค้าหน่อยล่ะท่าน

ก็เค้ามีชื่อเสียงทางด้านนี้น่ะสิ เหอๆ

อีกอย่างที่ประกันได้เป็นอย่างดีคือ

ผู้หญิงเกาหลีถ้าไม่แต่งหน้าสวยเด้ง

เขาจะไม่ออกจากบ้านนะเคอะ

(ส่วนบ้านเราถ้าหากแต่งมากไปล่ะก็

งิ้วหลงโรงนะคะคุณๆทั้งหลาย)

ดังนั้นวันนี้ยัยวาวก็เลยได้ของกลับมา^0^

พร้อมกับเงินที่โบยบินไปT_T

อย่างแรกเป็นพวกผลิตภัณฑ์ดูแลผิวคือเจ้านี่

มันเป็นพวกขัดผิวอ่ามีผงไข่มุกด้วย

พี่ที่ร้านเค้าแนะนำว่าคนนิยมมาก ลองดูๆ

ต่อมาเป็นพัฟแป้ง เนื้อมันนวลละเอียดดี

แล้วก็มีประกายวิ้งๆด้วย ทาแล้วผิวดูสว่าง

เห็นสาวเกาหลีแล้วไม่นึกสงสัยเลยว่าทำไม

หน้าเขาถึงได้เป็นแบบนั้น ก็ดูเครื่องสำอางจิ

วิ้งจริงๆอ่ะ

สุดท้ายเป็นกลอสสีชมพู ทาแล้วมันวาวเป็นประกายดี

คือวาวเป็นโรคจิตกับพวกลิปกลอสจริงๆนะ

เห็นเป็นไม่ได้...อยากใช้ สีมันสวย

ทั้งที่ตอนนี้มีติดกระเป๋าอยู่2อันแล้ว

ของBody shopกะBloom

แต่ก็เก็บเจ้านี่มาอีกจนได้ เฮ้อ...

จริงๆเป็นคนไม่ชอบแต่งหน้า

ทุกเช้าก็แค่พัฟโปะ1ที ลิปกลอสอีกนิดก็โอเค

แล้วก็ไม่ชอบพวกเครื่องบำรุงผิวที่เป็นขั้นตอนยุ่งยาก

แต่ด้วยมะม๊าค่อนข้างรักสวยรักงามมากว่าลูกสาว

เลยคะยั้นคะยอแกมบังคับ

ให้วาวดูแลสภาพ(โทรมๆ)ของตัวเอง

จนสุดท้ายจากตอนนี้ก็เริ่มชินกะพวกนี้แว้ว

แต่ถ้าจะให้ไปนั่งแต่งหน้าทาปาก ดัดขนตางอนเช้ง

คงทำไม่ได้เหอๆ เพราะงั้นก็จงอยู่เป็น

กึ่งคน กึ่งผีดิบต่อไปเช่นนี้หุหุ

(เอารูปโซลกิมาเป็นแรงบันดาลใจ)

สุดท้ายแด่ดงวอนT0T

เพลงนี้รีเทิร์น

Go Baek - Lee Soo Hoon

จาก Temptation of The Wolf




parawhite in cyber
View full profile